<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Others | Asquareschool</title>
	<atom:link href="https://www.asquareschool.com/category/others/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.asquareschool.com</link>
	<description>อธิบายซ้ำจนกว่าคุณจะเข้าใจจริง</description>
	<lastBuildDate>Sun, 05 Apr 2020 10:39:13 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.asquareschool.com/wp-content/uploads/2019/10/cropped-site_icon-32x32.png</url>
	<title>Others | Asquareschool</title>
	<link>https://www.asquareschool.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ใครอ่าน Quantitative ไม่รู้เรื่องยกมือขึ้น</title>
		<link>https://www.asquareschool.com/2015/09/22/quant/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[art]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 22 Sep 2015 10:48:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Others]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.asquareschool.com/?p=388</guid>

					<description><![CDATA[ไม่ใช่เรื่องแปลกครับที่คนสอบ CFA จะมีวิชาแพ้ทาง และวิชาการวิเคราะห์เชิงปริมาณก็เป็นหนึ่งในวิชาที่คนปวดหัวกับมันมากที่สุด วันนี้ได้นำบทความที่ Stuart Reid  นักวิเคราะห์เชิงปริมาณหรือ Quant เล่าถึงประสบการณ์การสอบ CFA มาให้ยลกันนะครับ CFA ยากสำหรับทุกคน,,,,แม้คุณจะเป็นซุปเปอร์แมน รีทได้เล่าว่าตัวเขาเองเรียนจบในสายวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ด้านการประดิษฐ์หุ่นยนต์ซึ่งคนที่จบสาขานี้จะได้รับการยอมรับว่ามี IQ สูงกว่าชาวบ้านชาวเมืองเขา แต่สิ่งที่ไม่น่าเชื่อคือ เขาสอบไม่ผ่าน CFA level 1 โดยรีทได้ให้เหตุผล(แก้ตัว)ว่า งานทางด้าน Quant ของเขาไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือเป็นตันๆและต้องทำสรุปโน็ตย่อซึ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับการสอบ CFA ถึงแม้เขาจะมีความจำที่ดีและเข้าใจเนื้อหาได้อย่างรวดเร็วแต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนักในการสอบ เขาใช้เวลานานมาก กว่าที่จะสามารถเข้าถึงเนื้อหาที่ CFA ต้องการจะถาม    ดังนั้นอย่าคิดว่าการที่คุณมี IQ สูงแล้วจะสามารถใช้เวลาในเตรียมสอบ CFA ได้น้อยกว่าคนอื่นเลยครับ มันไม่จริงหรอก การสอบ CFA ช่วยเปิดโลกทรรศนะ “การทำงานด้าน Quant คุณจะเห็นทุกอย่างเป็นตัวเลขและสูตร ซึ่งมันทำให้อ่านหนังสือในบางวิชาง่ายขึ้น แต่พอมาเจอวิชาอย่าง Ethics, Economics, Financial statement ดูเหมือนว่าหลักการทางด้าน Quant แทบจะไม่มีความหมายเลยทีเดียว ซึ่งในชีวิตการทำงานของคนเราคงไม่สามารถเก่งเฉพาะเรื่องที่เราถนัดได้เท่านั้น” รีทเล่าว่า [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><a href="https://www.asquareschool.com/wp-content/uploads/2015/09/Quantitative-copy.jpg"><img decoding="async" class="alignnone size-medium wp-image-389" src="https://www.asquareschool.com/wp-content/uploads/2015/09/Quantitative-copy-300x223.jpg" alt="Quantitative copy" width="300" height="223" srcset="https://www.asquareschool.com/wp-content/uploads/2015/09/Quantitative-copy-300x223.jpg 300w, https://www.asquareschool.com/wp-content/uploads/2015/09/Quantitative-copy.jpg 640w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a></p>
<p>ไม่ใช่เรื่องแปลกครับที่คนสอบ CFA จะมีวิชาแพ้ทาง และวิชาการวิเคราะห์เชิงปริมาณก็เป็นหนึ่งในวิชาที่คนปวดหัวกับมันมากที่สุด วันนี้ได้นำบทความที่ <em>Stuart Reid</em>  นักวิเคราะห์เชิงปริมาณหรือ Quant เล่าถึงประสบการณ์การสอบ CFA มาให้ยลกันนะครับ</p>
<ol>
<li>CFA ยากสำหรับทุกคน,,,,แม้คุณจะเป็นซุปเปอร์แมน</li>
</ol>
<p>รีทได้เล่าว่าตัวเขาเองเรียนจบในสายวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ด้านการประดิษฐ์หุ่นยนต์ซึ่งคนที่จบสาขานี้จะได้รับการยอมรับว่ามี IQ สูงกว่าชาวบ้านชาวเมืองเขา แต่สิ่งที่ไม่น่าเชื่อคือ<em> เขาสอบไม่ผ่าน </em><em>CFA level 1</em> โดยรีทได้ให้เหตุผล(แก้ตัว)ว่า งานทางด้าน Quant ของเขาไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือเป็นตันๆและต้องทำสรุปโน็ตย่อซึ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับการสอบ CFA ถึงแม้เขาจะมีความจำที่ดีและเข้าใจเนื้อหาได้อย่างรวดเร็วแต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนักในการสอบ เขาใช้เวลานานมาก กว่าที่จะสามารถเข้าถึงเนื้อหาที่ CFA ต้องการจะถาม    ดังนั้นอย่าคิดว่าการที่คุณมี IQ สูงแล้วจะสามารถใช้เวลาในเตรียมสอบ CFA ได้น้อยกว่าคนอื่นเลยครับ มันไม่จริงหรอก</p>
<ol start="2">
<li>การสอบ CFA ช่วยเปิดโลกทรรศนะ</li>
</ol>
<p>“การทำงานด้าน Quant คุณจะเห็นทุกอย่างเป็นตัวเลขและสูตร ซึ่งมันทำให้อ่านหนังสือในบางวิชาง่ายขึ้น แต่พอมาเจอวิชาอย่าง Ethics, Economics, Financial statement ดูเหมือนว่าหลักการทางด้าน Quant แทบจะไม่มีความหมายเลยทีเดียว ซึ่งในชีวิตการทำงานของคนเราคงไม่สามารถเก่งเฉพาะเรื่องที่เราถนัดได้เท่านั้น”</p>
<p>รีทเล่าว่า การได้สอบ CFA ทำให้โลกเขากว้างขึ้น เขาเข้าใจแล้วว่าการแก้ปัญหาทางธุรกิจในปัจจุบัน จำเป็นต้องเข้าใจศาสตร์ในหลายๆด้าน ซึ่งใน CFA ได้สอนใช้เครื่องมือหลายๆอย่างเพื่อใช้แก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง</p>
<ol start="3">
<li>มอง CFA เป็นการลงทุนระยะยาว</li>
</ol>
<p>“สำหรับ Specialist การสอบ CFA เหมือนกับบังคับให้เด็กๆกินผัก เขายอมที่จะทำ Model มหาโหดหรือนั่งทำงานในวันหยุดเสาร์อาทิตย์เป็นเวลา 1 ปีดีกว่า ผมเข้าใจคนที่ยังลังเลกับการสมัครสอบ CFA ในรอบนี้แต่ผมแนะนำว่าคุณต้องมองอะไรยาวๆ ทุกวันนี้ CFA เป็นที่รู้จักดีแล้ว ผู้บริหารเกือบทุกบริษัทรวมทั้งกรรมการบริษัทหลายคนมี CFA ในมือกันทั้งนั้น ถ้าคุณเพิ่งเริ่มทำงานคุณอาจจะ focus ที่งานเป็นหลักและหยุดการสอบ CFA เอาไว้ก่อน แต่หากคุณเรียนรู้งานครบแล้วซึ่งผมประเมินว่าใช้เวลาไม่เกิน 3 ปี คุณควรกลับมาตั้งเป้าหมายกับการสอบ CFA อีกครั้ง”</p>
<ol start="4">
<li>สำหรับคนที่ไม่เก่งวิชา Quantitative ดูทางนี้</li>
</ol>
<p>“ผมของแนะนำหนทางที่คุณจะเข้าใจวิชา Quantitative ได้มากขึ้นโดยลองเข้าไปดูเนื้อหาเหล่านี้ครับ”</p>
<p><a href="https://www.khanacademy.org/math/probability">https://www.khanacademy.org/math/probability</a></p>
<p><a href="http://quantocracy.com/">http://quantocracy.com/</a></p>
<p><a href="https://www.coursera.org/course/mathematicalmethods">https://www.coursera.org/course/mathematicalmethods</a></p>
<p>CR:<em> Stuart Reid</em></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Elastic of demand ของ IPhone</title>
		<link>https://www.asquareschool.com/2015/08/02/elastic-of-demand-iphone/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 02 Aug 2015 09:57:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Others]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.asquareschool.com/?p=329</guid>

					<description><![CDATA[ทุกคนคงรู้ดีว่าราคา Iphone มีผลต่อการซื้อน้อยกว่าสินค้าอื่นๆ แต่ทราบกันหรือไม่ว่า Elasticity ของ Iphone มีค่าเท่าไร มีคนทำการเก็บข้อมูลและวัดผลค่าความหยืดหยุดต่อความต้องการ Iphoneพบว่า Elasticity ของ Iphone รุ่นที่ออกใหม่ในสหรัฐ มีความยืดหยุ่นตำ่มากประมาณ 0.6 เท่านั้น ในขณะที่ Iph้one รุ่นเก่าจะมีความหยืดหยุ่นต่อราคาสูงขึ้นมากเป็น 2.57 นั่นเพราะมีสาวกไอโฟนจำนวนไม่น้อยที่รอสอยช่วงโทรศัพท์ตกรุ่นอยู่นั่นเองคราบ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter wp-image-330 size-full" src="https://www.asquareschool.com/wp-content/uploads/2015/08/elasticity-of-demand-iphone.jpg" alt="Elastic of demand ของ IPhone" width="663" height="536" srcset="https://www.asquareschool.com/wp-content/uploads/2015/08/elasticity-of-demand-iphone.jpg 663w, https://www.asquareschool.com/wp-content/uploads/2015/08/elasticity-of-demand-iphone-300x243.jpg 300w" sizes="(max-width: 663px) 100vw, 663px" /></p>
<p>ทุกคนคงรู้ดีว่าราคา Iphone มีผลต่อการซื้อน้อยกว่าสินค้าอื่นๆ แต่ทราบกันหรือไม่ว่า Elasticity ของ Iphone มีค่าเท่าไร</p>
<p>มีคนทำการเก็บข้อมูลและวัดผลค่าความหยืดหยุดต่อความต้องการ Iphoneพบว่า Elasticity ของ Iphone รุ่นที่ออกใหม่ในสหรัฐ มีความยืดหยุ่นตำ่มากประมาณ 0.6 เท่านั้น ในขณะที่ Iph้one รุ่นเก่าจะมีความหยืดหยุ่นต่อราคาสูงขึ้นมากเป็น 2.57 นั่นเพราะมีสาวกไอโฟนจำนวนไม่น้อยที่รอสอยช่วงโทรศัพท์ตกรุ่นอยู่นั่นเองคราบ</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เงิน 100 บาทในอนาคต</title>
		<link>https://www.asquareschool.com/2015/08/02/100-in-future/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 02 Aug 2015 09:27:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Others]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.asquareschool.com/?p=322</guid>

					<description><![CDATA[เงิน 100 บาทอีก 50 ปีจะซื้ออะไรได้บ้าง (เป็นวิจารณญาณของผู้เขียนเอง) 1.ไม่พอซื้อก๋วยเตี๋ยวข้างถนนเนื่องจากอีก 50 ปีข้างหน้าก๋วยเตี๋ยวข้างถนนจะราคาชามละ 120 บาทเป็นอย่างน้อย 2.ให้ขอทาน ก็ไม่เอา ปัจจุบันขั้นต่ำที่ขอทานจะรับคือ 20 บาทในอีก 50 ปีข้างหน้า แบงค์ 100 ก็น้อยไปสำหรับพวกเขาแล้ว 3. น้ำมันแก็สโซฮอล 1 ลิตร ในอนาคตราคาน้ำมันจะปรับขึ้นอีกครั้งและ จะขึ้นไปถึง 110 บาทต่อลิครในอีก 50ปีข้างหน้า 4.ไข่เจียวหมูสับหนึ่งจาน ปัจจุบันร้านอาหารคิดราคาไข่เจียวหมูสับจานละ 30 บาท ในอีก 50ปีข้างหน้าราคา ไข่เจียวหมูสับจานละตกจานละ 105 บาท 5.รองเท้าแตะแบบบ้านๆ ปัจจุบันราคาคู่ละประมาณ 40 บาทในอีก 50ปีข้างหน้สราคารองเท้าแตะจะตกประมาณคู่ละ 135 บาท 6.ค่าขนมเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษา ในอีก 50 ปีข้างหน้าค่าขนมที่ให้เด็กชั้นประถมศึกษาไปโรงเรียนจะต้องเกิน 100 บาทเพื่อให้เพียงพอกับค่าอาหารและค่าขนมที่แพงขึ้น 7.Line sticker คาดว่าในอีก [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter wp-image-323 size-full" src="https://www.asquareschool.com/wp-content/uploads/2015/08/100-in-future.jpg" alt="100-in-future" width="500" height="316" srcset="https://www.asquareschool.com/wp-content/uploads/2015/08/100-in-future.jpg 500w, https://www.asquareschool.com/wp-content/uploads/2015/08/100-in-future-300x190.jpg 300w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p>เงิน 100 บาทอีก 50 ปีจะซื้ออะไรได้บ้าง (เป็นวิจารณญาณของผู้เขียนเอง)<br />
1.ไม่พอซื้อก๋วยเตี๋ยวข้างถนนเนื่องจากอีก 50 ปีข้างหน้าก๋วยเตี๋ยวข้างถนนจะราคาชามละ 120 บาทเป็นอย่างน้อย<br />
2.ให้ขอทาน ก็ไม่เอา ปัจจุบันขั้นต่ำที่ขอทานจะรับคือ 20 บาทในอีก 50 ปีข้างหน้า แบงค์ 100 ก็น้อยไปสำหรับพวกเขาแล้ว<br />
3. น้ำมันแก็สโซฮอล 1 ลิตร ในอนาคตราคาน้ำมันจะปรับขึ้นอีกครั้งและ จะขึ้นไปถึง 110 บาทต่อลิครในอีก 50ปีข้างหน้า<span class="text_exposed_show"><br />
4.ไข่เจียวหมูสับหนึ่งจาน ปัจจุบันร้านอาหารคิดราคาไข่เจียวหมูสับจานละ 30 บาท ในอีก 50ปีข้างหน้าราคา ไข่เจียวหมูสับจานละตกจานละ 105 บาท<br />
5.รองเท้าแตะแบบบ้านๆ ปัจจุบันราคาคู่ละประมาณ 40 บาทในอีก 50ปีข้างหน้สราคารองเท้าแตะจะตกประมาณคู่ละ 135 บาท<br />
6.ค่าขนมเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษา ในอีก 50 ปีข้างหน้าค่าขนมที่ให้เด็กชั้นประถมศึกษาไปโรงเรียนจะต้องเกิน 100 บาทเพื่อให้เพียงพอกับค่าอาหารและค่าขนมที่แพงขึ้น<br />
7.Line sticker คาดว่าในอีก 50ปีข้างหน้า ราคาขั้นต่ำของ Line sticker จะอยู่ที่ 100 บาทต่อแบบ(ถ้ายังใช้ line กันอยู่นะ)<br />
8. สินค้าร้าน DISO จะขึ้นราคาเป็น 100 บาท/ ชิ้นในอีก 50 ปีข้างหน้า<br />
9.ค่าที่จอดรถในมาบุญครอง อีก 50ปีข้างหน้าคาดว่าจะขึนเป็น 100 บาท ต่อ 4 ชม.</span></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อนาคตบริษัทไทยต้องจ่ายเงินเดือนเท่าไรให้คุ้มค่าเรียนของเด็กรุ่นใหม่</title>
		<link>https://www.asquareschool.com/2015/08/02/future-salary/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 02 Aug 2015 09:15:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Others]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.asquareschool.com/?p=312</guid>

					<description><![CDATA[ต้องยอมรับว่าวันนี้ต้นทุนการศึกษาของน้องๆยุคใหม่สูงกว่าของรุ่นพี่ๆมาก บริษัทส่วนใหญ่มีนโยบายในการรับน้องๆที่จบปริญญาโทซึ่งเป็นค่านิยมที่มีมาก่อนที่พี่จะเริ่มทำงานประจำเสียอีก แน่นอนว่าค่านิยมนี้อาจจะเปลี่ยนไปหลังจากหลายบริษัทในอเมริกา(google) ออกมาประกาศรับเด็กโดยไม่เน้นการศึกษา แต่สำหรับเมืองไทยการเปลี่ยนแปลงนี้อาจจะกินเวลานานกว่าประเทศอื่นๆเนื่องจากค่านิยมด้านการศึกษาของประเทศเราอิงกับหน้าตาทางสังคมของผู้ปกครองด้วย วันนี้เราจะมาดูกันว่าถ้าน้องที่จบใหม่จะต้องขอเงินเดือนเท่าไรให้คุ้มค่าการศึกษาที่พ่อแม่น้องๆจ่าย ใช้สมมุติฐาน 1. การเติบโตของเงินเดีอน 10% ต่อปี 2. ค่าใช้จ่าย 50% ของเงินเดือนแต่ไม่เกิน 600,000 บาทต่อปี 3. อัตราส่วนลดที่ 5% 4.ใช้เวลา 10 ปีในการคืนทุนการศึกษา]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter wp-image-313 size-full" src="https://www.asquareschool.com/wp-content/uploads/2015/08/future_salary.png" alt="future_salary" width="668" height="224" srcset="https://www.asquareschool.com/wp-content/uploads/2015/08/future_salary.png 668w, https://www.asquareschool.com/wp-content/uploads/2015/08/future_salary-300x101.png 300w" sizes="(max-width: 668px) 100vw, 668px" /></p>
<p>ต้องยอมรับว่าวันนี้ต้นทุนการศึกษาของน้องๆยุคใหม่สูงกว่าของรุ่นพี่ๆมาก บริษัทส่วนใหญ่มีนโยบายในการรับน้องๆที่จบปริญญาโทซึ่งเป็นค่านิยมที่มีมาก่อนที่พี่จะเริ่มทำงานประจำเสียอีก แน่นอนว่าค่านิยมนี้อาจจะเปลี่ยนไปหลังจากหลายบริษัทในอเมริกา(google) ออกมาประกาศรับเด็กโดยไม่เน้นการศึกษา แต่สำหรับเมืองไทยการเปลี่ยนแปลงนี้อาจจะกินเวลานานกว่าประเทศอื่นๆเนื่องจากค่านิยมด้านการศึกษาของประเทศเราอิงกับหน้าตาทางสังคมของผู้ปก<span class="text_exposed_show">ครองด้วย วันนี้เราจะมาดูกันว่าถ้าน้องที่จบใหม่จะต้องขอเงินเดือนเท่าไรให้คุ้มค่าการศึกษาที่พ่อแม่น้องๆจ่าย</span></p>
<div class="text_exposed_show">
<p>ใช้สมมุติฐาน 1. การเติบโตของเงินเดีอน 10% ต่อปี<br />
2. ค่าใช้จ่าย 50% ของเงินเดือนแต่ไม่เกิน 600,000 บาทต่อปี<br />
3. อัตราส่วนลดที่ 5%<br />
4.ใช้เวลา 10 ปีในการคืนทุนการศึกษา</p>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ลงทุนเวียดนามต้องใส่ safety margin อย่างไร</title>
		<link>https://www.asquareschool.com/2015/08/02/vietnam-safety-margin/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 02 Aug 2015 09:11:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Others]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.asquareschool.com/?p=309</guid>

					<description><![CDATA[เมื่อวันก่อนได้มีโอกาสอ่าน post ของพีๆกล่ม VI เรื่องการหาโอกาสการลงทุนในเวียดนามรู้สึกเป็นประโยชน์อย่างมาก เลยขออนุญาตยกเป็นกรณีตัวอย่างการประเมินราคาหุ้นในกรณีที่เราไปลงทุนประเทศ โดยใช้ความรู้จาก CFA กันครับ เมื่อเราไปลงทุนต่างประเทศสิ่งที่ต้องระลึกเสมอคือความเสี่ยงของประเทศไทยกับประเทศต่างประเทศนั้นไม่เหมือนกัน ดังนั้นเราจึงต้องมีการปรับวิธีประเมินราคาหุ้นของเราเสียก่อน ซึ่งใน CFA ได้ใช้วิธีการปรับ Country risk premium หรือ CRP การปรับ CRP นี้จะกระทบต่อ require rate of return หรือตัว discount rate ที่ใช้ในการคำนวณ ใน Gordon model หรือใน discount cash flow model ถ้าประเทศที่เราไปลงทุนมีความเสี่ยงมากกว่าไทยค่า CPR มากกว่าศูนย์และทำให้ ตัว discount rate สูงกว่าในการลงทุนกหุ้นไทยด้วย โดย CPR = sovereign yield spred X (S.D.หุ้นเวียดนาม)/(S.D. ตลาด bond [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter wp-image-310 size-full" src="https://www.asquareschool.com/wp-content/uploads/2015/08/vietnam_investment.jpg" alt="Vietnam investment" width="450" height="290" srcset="https://www.asquareschool.com/wp-content/uploads/2015/08/vietnam_investment.jpg 450w, https://www.asquareschool.com/wp-content/uploads/2015/08/vietnam_investment-300x193.jpg 300w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p>เมื่อวันก่อนได้มีโอกาสอ่าน post ของพีๆกล่ม VI เรื่องการหาโอกาสการลงทุนในเวียดนามรู้สึกเป็นประโยชน์อย่างมาก เลยขออนุญาตยกเป็นกรณีตัวอย่างการประเมินราคาหุ้นในกรณีที่เราไปลงทุนประเทศ โดยใช้ความรู้จาก CFA กันครับ<br />
เมื่อเราไปลงทุนต่างประเทศสิ่งที่ต้องระลึกเสมอคือความเสี่ยงของประเทศไทยกับประเทศต่างประเทศนั้นไม่เหมือนกัน<br />
ดังนั้นเราจึงต้องมีการปรับวิธีประเมินราคาหุ้นของเราเสียก่อน ซึ่งใน CFA ได้ใช้วิธีการปรับ Country risk premium หรือ CRP</p>
<div class="text_exposed_show">
<p>การปรับ CRP นี้จะกระทบต่อ require rate of return หรือตัว discount rate ที่ใช้ในการคำนวณ ใน Gordon model หรือใน discount cash flow model<br />
ถ้าประเทศที่เราไปลงทุนมีความเสี่ยงมากกว่าไทยค่า CPR มากกว่าศูนย์และทำให้ ตัว discount rate สูงกว่าในการลงทุนกหุ้นไทยด้วย โดย<br />
CPR = sovereign yield spred X (S.D.หุ้นเวียดนาม)/(S.D. ตลาด bond ไทย)<br />
EX<br />
sovereign yield spred = 3.7%<br />
S.D.หุ้นเวียดนาม =3.15%<br />
S.D. ตลาด bond ไทย =3%</p>
<p>CPR = 3.885%<br />
ดังนั้นถ้าตลาดหุ้นไทยมี discount rate เท่ากับ 10% ตลาดเวียดนามจะมี discount rate เท่ากับ 13.88%</p>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำงานประจำก็มีเงินเก็บได้ ไม่ต้องทำธุรกิจ&#8230;แล้วต้องเก็บเท่าไรละ</title>
		<link>https://www.asquareschool.com/2015/08/02/retirement/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 02 Aug 2015 09:09:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Others]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.asquareschool.com/?p=304</guid>

					<description><![CDATA[ผมเคยให้นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งเรียนคณะบริหารธุรกิจชั้นปีที่ 3 ทำ workshop ในห้องโดย ตั้งหัวข้อว่าทำงานประจำจะสามารถมีเงินมากในระดับเป็นเศรษฐีได้หรือไม่ โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 20 ล้านบาทก่อนเกษียณ ผลปรากฎว่าการทำงานประจำก็สามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้ แต่ทุกทีมล้วนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าต้องใช้จ่ายค่อนข้างประหยัดและจำเป็นต้องนำเงินเก็บที่ได้ไปลงทุนด้วย ซึ่งโจทย์ในรูปแบบนี้เห็นค่อนข้างบ่อยในข้อสอบ CFA เลยเอามาให้ลองคิดกันเล่นๆนะครับ ถ้าตอนนี้คุณอายุ 35 ปี ต้องการเกษียณอายุ 60 และคาดว่าจะมีอายุถึง 80 ปี หลังเกษียณค้องการมีเงินใช้ 600,000 บาทต่อปีถามว่าคุณต้องเก็บเงินปีละเท่าไรถ้าคุณสามารถนำเงินไปลงทุนได้ผลตอบแทน 6% ต่อปี วิธีแก้ปัญหาแบบนี้ปกตินักการเงินจะใช้เครื่องคิดเลขการเงินกดเอานะครับ แต่ท่านใดไม่ได้ทำงานสายการเงินก็สามารถใช้ Excel กดแทนได้นะครับ อาจจะสะดวกกว่าด้วย ขั้นแรกในการแก้ปัญหาแบบนี้แนะนำให้เขียนรูปการไหลเข้าออกของเงินก่อนครับ จะได้ไม่งง ถ้าไม่นำเงินมาลงทุนเลยเราต้องการเงินเท่ากับ 600,000&#215;20 ปี = 12 ล้านบาท แต่ผลจากการนำเงินไปลงทุนจะทำให้เราค้องการเงินก้อนลดลงอันนี้ค้องใช้ function excel ที่เรียกว่า PV ช่วยนะครับโดยใส่ =PV(6%,20,600,000,0) จะได้เงินก้อนทั้งหมดที่ค้องการก่อนเกรียณเท่ากับ 6.9 ล้านบาท จะเห็นว่าเงินก้อนลดลงไปได้เยอะเลยใช่ไหมครับ คราวนี้ลองดูว่าเราต้องเก็บเงินปีละเท่าไรถึงจะได้เงินก้อน 6.9 ล้าน [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter wp-image-305" src="https://www.asquareschool.com/wp-content/uploads/2015/08/retirement-300x200.jpg" alt="retirement" width="700" height="466" srcset="https://www.asquareschool.com/wp-content/uploads/2015/08/retirement-300x200.jpg 300w, https://www.asquareschool.com/wp-content/uploads/2015/08/retirement.jpg 960w" sizes="(max-width: 700px) 100vw, 700px" /></p>
<p>ผมเคยให้นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งเรียนคณะบริหารธุรกิจชั้นปีที่ 3 ทำ workshop ในห้องโดย ตั้งหัวข้อว่าทำงานประจำจะสามารถมีเงินมากในระดับเป็นเศรษฐีได้หรือไม่ โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 20 ล้านบาทก่อนเกษียณ ผลปรากฎว่าการทำงานประจำก็สามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้ แต่ทุกทีมล้วนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าต้องใช้จ่ายค่อนข้างประหยัดและจำเป็นต้องนำเงินเก็บที่ได้ไปลงทุนด้วย ซึ่งโจทย์ในรูปแบบนี้เห็นค่อนข้างบ่อยในข้อสอบ CFA<span class="text_exposed_show"> เลยเอามาให้ลองคิดกันเล่นๆนะครับ<br />
ถ้าตอนนี้คุณอายุ 35 ปี ต้องการเกษียณอายุ 60 และคาดว่าจะมีอายุถึง 80 ปี หลังเกษียณค้องการมีเงินใช้ 600,000 บาทต่อปีถามว่าคุณต้องเก็บเงินปีละเท่าไรถ้าคุณสามารถนำเงินไปลงทุนได้ผลตอบแทน 6% ต่อปี</span></p>
<div class="text_exposed_show">
<p>วิธีแก้ปัญหาแบบนี้ปกตินักการเงินจะใช้เครื่องคิดเลขการเงินกดเอานะครับ แต่ท่านใดไม่ได้ทำงานสายการเงินก็สามารถใช้ Excel กดแทนได้นะครับ อาจจะสะดวกกว่าด้วย<br />
ขั้นแรกในการแก้ปัญหาแบบนี้แนะนำให้เขียนรูปการไหลเข้าออกของเงินก่อนครับ จะได้ไม่งง</p>
<p>ถ้าไม่นำเงินมาลงทุนเลยเราต้องการเงินเท่ากับ 600,000&#215;20 ปี = 12 ล้านบาท แต่ผลจากการนำเงินไปลงทุนจะทำให้เราค้องการเงินก้อนลดลงอันนี้ค้องใช้ function excel ที่เรียกว่า PV ช่วยนะครับโดยใส่ =PV(6%,20,600,000,0) จะได้เงินก้อนทั้งหมดที่ค้องการก่อนเกรียณเท่ากับ 6.9 ล้านบาท จะเห็นว่าเงินก้อนลดลงไปได้เยอะเลยใช่ไหมครับ</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter wp-image-306 size-full" src="https://www.asquareschool.com/wp-content/uploads/2015/08/retired_fund.png" alt="retired fund" width="701" height="256" srcset="https://www.asquareschool.com/wp-content/uploads/2015/08/retired_fund.png 701w, https://www.asquareschool.com/wp-content/uploads/2015/08/retired_fund-300x110.png 300w" sizes="(max-width: 701px) 100vw, 701px" /></p>
<p>คราวนี้ลองดูว่าเราต้องเก็บเงินปีละเท่าไรถึงจะได้เงินก้อน 6.9 ล้าน ในเวลา 25 ปี ถ้าคิดง่ายๆแบบไม่นพเงินไปลงทุน เราต้องเก็บเงินประมาณปีละ 275,000 บาท คิดค่อกัน 25 ปีก็จะมีเงินเท่ากับ 6.9 ล้านบาท แต่ถ้าเรานพเงินไปลงทุนจะผ่อนภาระเราไปได้มาก วิธีคพนวณก็ใช้ function excel อีกตัวที่เรียกว่า PMT ครับโดยใส่ =PMT(6%,25,0,6900000)จะได้เงินที่เราค้องเก็บแต่ละปีก่อนเกษียณเท่ากับ 125,000 บาท/ปีครับ เห็นไหมครับว่าผลของการลงทุนทำให้เงินที่ต้องออมลดลงไปกว่าครึ่งเลยทีเดียว เป็นมนุษย์เงินเกือนก็รวยได้ถ้ารู้จักออมรู้จักลงทุนนะครับ</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter wp-image-307 size-full" src="https://www.asquareschool.com/wp-content/uploads/2015/08/saving_fund.png" alt="saving fund" width="690" height="225" srcset="https://www.asquareschool.com/wp-content/uploads/2015/08/saving_fund.png 690w, https://www.asquareschool.com/wp-content/uploads/2015/08/saving_fund-300x98.png 300w" sizes="(max-width: 690px) 100vw, 690px" /></p>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>PE ตลาดหุ้นไทย</title>
		<link>https://www.asquareschool.com/2015/08/02/pe-thai-market/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 02 Aug 2015 09:01:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Others]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.asquareschool.com/?p=301</guid>

					<description><![CDATA[PE ที่เหมาะสมของตลาดหุ้นไทยเป็นเท่าไร PE ที่เหมาะสมของตลาดหุ้นไทยเป็นเท่าไร วันนี้เราลองมาใช้ความรู้ CFA หาราคาที่เหมาะสมของตลาดหุ้นกันดูนะครับ ตอนที่ผมทำงานเป็น fund manager อยู่ก็ได้ใช้วิธีนีเปรียบเทียบ PE ตลาดว่าแพงหรือถูกไปหรือไม่ ซึ่งการหา PE ที่เหมาะสมมีหลายวิธีแต่ใน CFA ใช้วิธีที่เรียกว่า Justified PE ซึ่งแปลงมาจาก Gordon model PE = D1/E * 1/(R-G) D/E ตลาดเท่ากับ 52.4%(อัตราปันผล) R = 10% (required rate of return ตลาด) G= ROExRE = 14.4%x47.6% = 6.8% PE = 16.3 เท่า PE ปัจจุบัน 20.1 เท่า &#8211;&#62; แพงไปแล้วจ้า]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-1891 aligncenter" src="https://www.asquareschool.com/wp-content/uploads/2015/08/pe_ratio.jpg" alt="" width="1024" height="803" srcset="https://www.asquareschool.com/wp-content/uploads/2015/08/pe_ratio.jpg 1024w, https://www.asquareschool.com/wp-content/uploads/2015/08/pe_ratio-980x768.jpg 980w, https://www.asquareschool.com/wp-content/uploads/2015/08/pe_ratio-480x376.jpg 480w" sizes="(min-width: 0px) and (max-width: 480px) 480px, (min-width: 481px) and (max-width: 980px) 980px, (min-width: 981px) 1024px, 100vw" /></p>
<p>PE ที่เหมาะสมของตลาดหุ้นไทยเป็นเท่าไร<br />
PE ที่เหมาะสมของตลาดหุ้นไทยเป็นเท่าไร</p>
<p>วันนี้เราลองมาใช้ความรู้ CFA หาราคาที่เหมาะสมของตลาดหุ้นกันดูนะครับ ตอนที่ผมทำงานเป็น fund manager อยู่ก็ได้ใช้วิธีนีเปรียบเทียบ PE ตลาดว่าแพงหรือถูกไปหรือไม่ ซึ่งการหา PE ที่เหมาะสมมีหลายวิธีแต่ใน CFA ใช้วิธีที่เรียกว่า Justified PE ซึ่งแปลงมาจาก Gordon model<br />
PE = D1/E * 1/(R-G)</p>
<div class="text_exposed_show">
<p>D/E ตลาดเท่ากับ 52.4%(อัตราปันผล)<br />
R = 10% (required rate of return ตลาด)<br />
G= ROExRE = 14.4%x47.6% = 6.8%</p>
<p>PE = 16.3 เท่า<br />
PE ปัจจุบัน 20.1 เท่า &#8211;&gt; แพงไปแล้วจ้า</p>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
